เราคือใคร?

คุณคงจะสงสัยว่าเราคือใคร และที่สำคัญจะสามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจอาเจลนี้ได้อย่างไร? ถ้าอยากรู้คำตอบนี้ถึงเวลาที่เราจะมาทำความรู้จักกันแล้วครับ

Jay-Ittichaste-agel-diamond-leader-team
อิทธิเชษฐ์ ชัยปกรณ์วงศ์
(ฝ่ายขายและการตลาดบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากญี่ปุ่น)

  • ผู้เชี่ยวชาญและผู้ออกแบบระบบ Agel Internet Marketing

  • ประสบความสำเร็จ ได้รับรายได้หกหลักตั้งแต่เดือนที่ 6 ของการทำธุรกิจ

  • ปัจจุบันได้รับทริปท่องเที่ยวจากเอเจลมาแล้วมากกว่า 9 ประเทศ

ผมรู้สึกยินดีที่คุณเองจะเข้ามาทำความรู้จักกันมากขึ้น
โดยที่ผมเองมีแนวความคิดและประสบการณ์บางอย่างที่จะเป็นประโยชน์กับท่านมาแบ่งปัน

ผมเป็นคนในครอบครัวเชื้อจีน
พื้นเพอยู่ภาคใต้ เกิดและโตที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพี่น้อง 3 คน โดยผมเป็นคนที่สองครับ
จบปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

แต่ก็ไม่ได้ทำงานด้านที่เรียนมาโดยตรง เพราะในระหว่างที่ผมเรียนอยู่นั้นในช่วงแรกที่เข้าเรียนก็ตื่นเต้นเพราะเราได้เรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เราชอบ แต่เรียนไปเรื่อยๆกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเราเพราะการเขียนโปรแกรมเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆ(ในความคิดของผม)
ในระหว่างที่อยู่ปี 4 ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปในร้านหนังสือแห่งหนึ่งเพื่อจะหาหนังสือการเขียนโปรแกรมไปใช้ในการเรียน กลับพบหนังสือเล่มหนึ่งปกสีม่วงๆ ซึ่งเป็นหนังสือ Best Seller ชื่อว่า
พ่อรวยสอนลูก โรเบิร์ต คิโยซากิ

Robert t. Kiyosaki ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและผู้แต่งหนังสือ พ่อรวยสอนลูก

“พ่อรวยสอนลูก” (Rich Dad Poor Dad) ซึ่งเขียนโดยมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งได้บอกไว้ว่า “ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ
มีรายได้ที่ถึงแม้หยุดทำงานแต่รายได้ไม่หยุด คุณจะต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ
และหนึ่งในทักษะที่เจ้าของธุรกิจต้องมีคือ การทำตลาด และการขายสินค้า”

นี่เป็นจุดหนึ่งที่ผมตัดสินใจสมัครงานเป็นพนักงานขายในบริษัทที่ดูแลเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง ทั้งที่โดยพื้นฐานผมจะเป็นคนที่ชอบแนวเป็น Engineerหรือแนวช่างที่ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง และไม่ชอบงานขายเอามากๆ

แต่ผมเคยอ่านเจอข้อความหนึ่งว่า “ถ้าเราทำงานบางอย่างที่เราชอบแต่ทำให้เราห่างไกลหรือไม่ถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ จะฉลาดกว่าหรือเปล่า ถ้าเราทำงานที่เราอาจไม่ชอบหรือไม่คุ้นเคยในช่วงแรกแต่ในอนาคตก็เชี่ยวชาญ ซ้ำยังสามารถไปถึงเป้าหมายที่วางไว้” ผมเลยตัดสินใจทำงานนี้

ชีวิตงานประจำงานแรก Sales Engineer (ตัวแทนขายและที่ปรึกษาระบบ) ในบริษัทไอทีขนาดเล็กแห่งหนึ่ง

หลังจากที่ผมได้เริ่มทำงานที่แรกในชีวิต เหมือนกับเด็กจบใหม่หลายๆคน
ตื่นเต้นมากๆ มาพร้อมความหวัง ชีวิตค่อนข้างมีความสุข
เพราะผมเองเป็นน้องใหม่ในบริษัท มีพี่เลี้ยงคอยสอนงาน แนะนำต่างๆ ในส่วนยอดขายนั้นช่วงแรกยังไม่สามารถทำได้ตามเป้าที่วางไว้ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เพราะคำว่า”พนักงานใหม่”
แต่หลังจากผ่านไป 1 ปี คราวนี้ล่ะครับ โดนกดดันมากขึ้นเพราะเราเองก็ไม่ใช่คนใหม่แล้ว ทำให้เริ่มเครียด ประกอบกับเงินเดือนที่ได้รับนั้นจริงๆแล้วไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพราะรายได้แค่หลัก 1หมื่นกว่าๆบางเดือนก็สองหมื่นแต่ค่าใช้จ่ายแน่ๆนั้นมากกว่ารายได้ เลยต้องทำงานพิเศษไปด้วยค่อนข้างเหนื่อยทีเดียว
บทเรียนแรกในชีวิตช่วงนี้ที่ได้รับ คือ
  1. กว่าที่เราจะเก่งหรือเชี่ยวชาญอะไรซักอย่างต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้
  2. ช่วงโปรโมชั่นในการทำงานนั้นมีเฉพาะช่วงทดลองงานเท่านั้น!
  3. เงินเดือนนั้นออกแบบมาแค่ให้เราอยู่ได้เดือนต่อเดือน โอกาสร่ำรวยนั้นเป็นแทบเป็นไปไม่ได้

ชีวิตการทำงานงานที่สอง ผู้จัดการทั่วไป ห้างแผ่นเสียงจักรวาล (ธุรกิจของครอบครัว)

ชีวิตการทำงานงานที่สองนี้เกิดจากความบังเอิญด้วยส่วนหนึ่ง
เพราะว่าธุรกิจครอบครัวของที่บ้านที่เปิดมานานกว่า 30 ปีทำธุรกิจเกี่ยวกับขายเทปเพลง ซีดีเพลง และวีซีดีต่างๆ มีปัญหาเรื่องลูกจ้าง เพราะจ้างไปจ้างมาเริ่มสับสนว่าแม่ผมหรือลูกจ้างใครกันที่เป็นเจ้าของร้านกันแน่ ทำให้ผมตัดสินใจกลับไปดูแลธุรกิจ โดยชวนคุณจอย อัทธนียา ชัยปกรณ์วงศ์ คู่ชีวิตของผมกลับไปด้วย
ช่วงแรกกลับไปก็วางแผนว่าเราจะทำให้ร้านของเราเป็นร้านที่ขายดีที่สุดในจังหวัด
ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นอันดับหนึ่งในภาคใต้อีกด้วย ช่วงนั้นเองก็ได้เอาระบบ POS (Point of Sales) ระบบ IT ต่างๆไปช่วยในธุรกิจมากขึ้น หลังจากกลับไปดูแลด้วยตัวเองนั้นกิจการก็ดีขึ้นมา แต่ยอมรับว่าเหนื่อยมากๆเพราะต้องทำงานแทบทุกวันโดยหยุดเฉพาะวันอาทิตย์(ปกติเปิดทุกวัน)
เงินดีครับแต่ไม่มีเวลาใช้ เพราะวันหยุดแค่ทำธุระส่วนตัวก็หมดวันแล้ว
ก็ดูแลธุรกิจมาเรื่อย สิ่งที่เริ่มสังเกตุเห็นก็คือจากที่เมื่อก่อนการคืนของหรือเปลี่ยนของสามารถเปลี่ยนได้ 100% (ปัจจุบันในธุรกิจนี้จะมีศิลปินเกิดใหม่มากมาย ทำให้อายุสินค้าสั้น)เริ่มมีการบีบให้คืนได้แค่ 20% ของยอดสั่งของ เอาแล้วสิครับถ้าขืนเป็นแบบนี้จริงสต๊อกของเราคงบวมจนกำไรเป็นของไปหมดแน่ๆ ยังดีที่ช่วงนั้นระเบียบใหม่นี้ยังไม่เคร่งครัดเลยทำให้เราสั่งของระวังมากขึ้นและทยอยคืนของเก่าๆออกไปบ้าง
ซ้ำร้ายกว่านั้น เริ่มมีลูกค้าบางคนบอกว่าสินค้าแบบเดียวกับเราขายแค่แผ่นละ 39 บาท(เป็นแผ่นเจาะรูที่ปกรูเดียว)อยู่ตามห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ อารมณ์ตอนนั้นเหมือนโดนหักหลังยังไงก็ไม่รู้เพราะเฉพาะต้นทุนต่อแผ่นก็มากกว่าราคาขายของเค้าสามเท่า ตอนนั้นก็ได้แต่ปลอบใจกันเองว่าคงจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่แล้วก็มีทั้งแผ่นผี MP3 การตัดราคาจากบริษัทแม่ประดังเข้ามา
จนพวกเราจำเป็นต้องตัดสินใจปิดกิจการเพราะไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะไม่เหลืออะไรเลย
บทเรียนที่ 2 ในชีวิตช่วงนี้ที่ได้รับ คือ
  1. การทำธุรกิจส่วนตัวทำรายได้ดีกว่าทำงานให้คนอื่น
    แต่สิ่งที่ต้องแลกก็คือเวลาทั้งชีวิตของคุณ
  2. ธุรกิจถ้าเป็นแนวโน้มขาลงแล้ว
    ต่อให้คุณขยันขนาดไหนก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะคุณกำลังฝืนธรรมชาติ

ชีวิตงานประจำงานที่ 2 (อีกครั้ง) หน่วยรถเงินสด บริษัท ยาขนาดใหญ่

และแล้วชีวิตก็วนกลับมาในด้านของลูกจ้าง มาคราวนี้ได้งานในบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ช่วงแรกตื่นเต้นมากๆ เพราะได้มีอโอกาสร่วมงานกับบริษัทขนาดใหญ่และตำแหน่งนี้มีคนขับรถให้ ว้าววดูแล้วท่าทางเหมือนผู้บริหาร แต่จริงๆเราเหมือนกับพนักงานขายทั่วไปที่ติดรถตู้เค้าไปขายสินค้าตามร้านค้าย่อย ขายทีนึงร้อยสองร้อยดีหน่อยก็หลักพันต้นๆ
ชีวิตช่วงนี้ยอมรับว่าลำบากเพราะเงินเดือนแค่หลักพัน แต่ด้วยคำว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่ผมเองอยากเรียนรู้ระบบ อยากเรียนรู้ว่าบริษัทขนาดใหญ่เค้ามีระบบที่ดียังไง เพราะเป้าหมายของผมคือการมีธุรกิจของตัวเอง ซึ่งการสร้างธุรกิจของตัวเองนั้นต้องมีระบบการจัดการที่ดี
หลังจากที่ทำงานมาซักพักนึงผมสังเกตว่าในระบบการขนส่งหรือกระจายสินค้าของบริษัทนั้นมีความสูญเสียบางอย่างไปเปล่าๆ เพราะบางวันไปขายของแค่ 2,000 บาทกว่าๆแต่มีค่าน้ำมัน
2,000 กว่าบาท ค่าสึกหรอรถ ค่าเบี้ยเลี้ยงคนขับรถและของผม ถ้ารวมเงินเดือนของทั้งสองคนผมว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่ายอดขายมากพอสมควรเลยทีเดียว อาจจะถึงวันละ 4,000 กว่าบาท เลยทีเดียว ช่วงนี้เองผมก็สงสัยว่าบริษัทเอากำไรมาจากไหน
บทเรียนที่ 3 ในชีวิตช่วงนี้ที่ได้รับ
  1. บริษัทขนาดใหญ่จะมีระบบการจัดการที่ดีและตรวจสอบได้จากฝ่ายบริหาร
    แต่ถึงอย่างไรก็มีการสูญเสียในระดับปฏิบัติการ
  2. เข้าใจว่าจริงๆแล้วสินค้าที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้มีต้นทุนแฝงอยู่มากกว่า
    60% ของราคาขาย ไม่ว่าจะมาจากระบบการขนส่ง กำไรขายส่งระดับประเทศ กำไรขายส่งระดับจังหวัด กำไรขายส่งในระดับตำบล กำไรจากการขายปลีก และอื่นๆ

ชีวิตงานประจำงานที่ 3
Sales Executive & Recruiter บริษัทซอฟแวร์เฮาสต์ต่างชาติ

และแล้วก็ย้อนสู่งานทางด้าน IT อีกครั้งแต่มาอยู่ในส่วนของ Software บ้างเพราะเป็นงานที่ต้องขายโปรเจ็กต์ซอฟแวร์ เว็บไซต์ และบริการ Outsource Programmer
แต่โปรดักส์ที่ผมดูแลเป็นหลักนั้นคือ Outsource Programmer โดยดูแลในส่วนการหาคนและขาย
Outsource ผมขอเกริ่นเกี่ยวกับบริการ Outsource กันก่อนเพราะหลายคนอาจจะไม่เข้าใจ บริการ Outsource จะเป็นบริการให้พนักงานที่จะถูกจ้างโดยทางบริษัทเราไปทำงานให้กับบริษัทผู้ว่าจ้างเป็นระยะเวลาสั้นๆ อาจจะ 1เดือน 4 เดือน หรือ1ปีตามแต่ตกลง
ช่วงนี้เองที่ผมได้ทำงานโดยการสัมภาษณ์คนจำนวนมาก
เจอคนหลากหลายรูปแบบตั้งแต่เด็กจบใหม่จนถึงคนที่มีอายุมากๆและยังใช้ภาษา(คอมพิวเตอร์)เก่าๆที่หางานยาก แต่ผมเองก็ได้เห็นคำถามหนึ่งบ่อยๆ ว่าเงินดีมั๊ย งานหนักมั๊ย
คืออยากได้งานเบาๆเงินดีๆว่างั้น ซึ่งถ้าถามคนแทบทุกคนก็คงอยากได้งานแบบนี้
งานสนุกดีครับแถมเป็นบริษัทที่มีเจ้าของเป็นคนต่างชาติ ได้ฝึกภาษาไปด้วย
บทเรียนที่ 4 ในชีวิตช่วงนี้ที่ได้รับ
  1. งานเบาๆแล้วเงินดีๆมันไม่มีอยู่จริง
    เพราะถ้าเราลองปรับตัวเองมาในด้านของนายจ้างบ้าง สิ่งที่นายจ้างอยากได้จากลูกจ้าง
    ก็อยากจ่ายน้อยๆแต่ให้ลูกจ้างทำงานเยอะๆจริงมั๊ยครับ

ชีวิตงานประจำงานที่3 Sales Executive(BI) & Product Manager บริษัท เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น

ในชีวิตช่วงนี้ได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสาขาไปทั่วโลก
สินค้าที่ถือว่าเป็นสินค้าชั้นนำของโลก
ชีวิตการทำงานที่นี่สุดยอดมากๆครับออฟฟิศสวย
เครื่องใช้สำนักงานมีให้ใช้อย่างครบครัน มีการทำงานแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
และพนักงานแต่ละคนดูเป็นมืออาชีพมากๆ
ซึ่งในระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่มีประสบการณ์ดีๆหลายอย่างที่นอกเหนือจากประสบการณ์การทำงาน เช่น
  1. เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสขึ้นเครื่องบิน(บินเฉพาะการบินไทย)โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดทั้งค่าเครื่องค่าที่พักโดยไปออกบูธต่างจังหวัดทุกทริป
  2. ได้ไปพักผ่อนแบบหรูหราที่คีรีมายาเขาใหญ่พักกัน 2 คน/บ้านหนึ่งหลัง
    ซึ่งราคาต่อคืนมากกว่า 15,000 บาท ซึ่งพาพนักงานไปกันหลายสิบคน
เรื่องสวัสดิการต้องบอกว่าน้องๆข้าราชการเพราะมีทั้งประกันสุขภาพ
กองทุนต่างๆ สิทธิ์ในการซื้อสินค้าราคาพนักงาน ค่าน้ำมันรถ ค่าดูแลรักษารถยนต์ ให้ด้วยซึ่งในบริษัทเองก็มีคนที่มีรายได้มากกว่าเดือนละแสนอยู่หลายคนทีเดียว
การทำงานที่นี่ถือว่ามีเกียรติมากทีเดียว เพราะตัวเราเองนั้นดูแลลูกค้าดีลเลอร์ต่างๆ
ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีการลงทุนในหลักสิบล้านบาทแทบทั้งนั้น
แต่ในฐานะการเงินส่วนตัวนั้นก็รับรายได้ที่มีเพดานจำกัดระดับหนึ่งเพราะผมเองก็เป็นแค่ลูกจ้างคนหนึ่ง เงินที่ได้รับในแต่ละเดือนก็แค่พอใช้เดือนต่อเดือนซ้ำบางเดือนยังติดลบ
2,000 บ้าง 3,000 บ้างสะสมมาเรื่อยๆทำให้อยากที่จะมีรายได้เพิ่มซัก 5,000-20,000
บาท เพราะมองตัวเองแล้วนอกจากจะไม่สามารถเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้
เผลอๆอาจจะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่จ่ายแค่ดอกเบี้ยยังไม่ไหว
บทเรียนที่ 5 ในชีวิตช่วงนี้ที่ได้รับ
  1. บางครั้งคำว่ามั่นคงอาจจะเป็นกับดักให้เราไม่ยอมก้าวไปข้างหน้า
    บริษัทมั่นคงไม่ได้แปลว่าเราจะมั่นคงไปด้วย
  2. รายได้เดือนละแสนสำหรับงานประจำนั้นมีโอกาสเป็นไปได้แต่ต้องแลกมาด้วยอายุงานที่มากกว่า 15 ปีและการทำงานอย่างหนัก

ชีวิตที่6ชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเปิดใจธุรกิจเครือข่าย….ชีวิตดีขึ้นชนิดคาดไม่ถึง

ช่วงนั้นเองพี่ชายที่เคยชวนผมไปทำธุรกิจตัวนึงก็ได้มาชวนอีกครั้ง
เพราะจริงๆพี่ชายผมเองชวนมา16เดือน แต่รอบนี้ผมเองไม่ปิดโอกาสตัวเอง
ลองไปดูก่อนเพราะตอนนั้นก็ทราบมาว่าพี่ชายมีรายได้หกหลัก(ภายใน 12เดือน)จากธุรกิจนั้นแล้ว
พอได้ไปฟังข้อมูลจริงๆ กลับตื่นเต้นมากๆ เพราะความฝันเรื่องมีธุรกิจของตัวเองมันกลับมาเด่นชัด
จากที่เคยตั้งแง่ว่าเป็นงานขายของชวนคนมันกลับไม่ใช่อย่างที่คิด
เพราะระบบในการทำธุรกิจเหมือนกับการหาพาร์ทเนอร์
เพราะปกติเราจะทำธุรกิจอะไรซักอย่างจะเปิดร้านก็ต้องหาหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้
ไหนจะเงินลงทุนที่ถ้าจะทำรายได้มากในระดับเดือนละแสนอาจจะต้องลงทุนมากกว่า 5 ล้านบาท

จะดีไหมครับ? ถ้ามีงานบางอย่างที่เราลงมือทำอย่างพากเพียรครั้งเดียว
แล้วมีผลตอบแทนกลับมาตลอด จนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน
?
งานที่ว่า นั้นก็คือธุรกิจเครือข่ายที่ชื่ออาเจลนี้เองครับ
ที่ผมเชื่อมั่นขนาดนี้ เพราะพี่ชายผมเล่าให้ฟังว่า เคยเจอและพูดคุยกับผู้นำที่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ว่าจริงๆ แต่ไม่ใช่คนไทยครับ เป็นชาวต่างชาติ ทำธุรกิจตัวนึงมาไม่ต่ำกว่า 15-25 ปี มีรายได้ ไม่ต่ำกว่า 3-5 ล้านบาทต่อเดือนหรือมากกว่านั้นมาก ไม่ต้องทำอะไร มีหน้าที่ใช้เงิน เที่ยว
และใช้ชีวิตที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง ซึ่งกลุ่มผู้นำเหล่านี้มีเป็นร้อยกว่าคนที่ได้พบเห็น
ดังนั้นทำไมถึงไม่ใช่เราบ้างในอนาคต
——-
หลังจากที่ผมเองได้เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายซึ่งก็คืออาเจลผมเองไม่ใช่คนเก่งและไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็ได้เรียนรู้จากระบบเอเจลที่มีในส่วน Offline
และ Online ที่มีเฉพาะทีมงานของเรา จบเดือนแรกผมมีรายได้อยู่ที่หลักพัน
ซึ่งถือว่าน่าพอใจระดับหนึ่งเพราะผมเองทำเป็นพาร์ทไทม์ควบคู่งานประจำ
หลังจากนั้นทำมาต่อเนื่องในเดือนที่ 6 ผมสามารถมีรายได้หลักแสนครั้งแรกในชีวิตและขึ้นสู่ตำแหน่ง Regional Director ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากบริษัทที่ผมรัก
ออกมาทำธุรกิจอาเจลเต็มเวลา
ความฝันหลายๆอย่างในชีวิตเริ่มเป็นความจริงมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่ตัวผมกับแฟนอยากไปต่างประเทศกันมากก็สามารถไปได้ซึ่ง
เดือนที่ 34 ของการทำธุรกิจผมและแฟนก็สามารถได้ทริปฟรีจากเอเจล
มากถึง 9 ประเทศตั้งแต่ อเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง-มาเก๊า สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ล่าสุดคืออังกฤษ
ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ผมเองได้มาจากการลงมือทำธุรกิจอาเจล
โดยที่อาเจลมีส่วนประกอบที่ดีมากๆสำหรับคนธรรมดาที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
มีองค์ประกอบที่ครบถ้วนทั้ง 7 องค์ประกอบ ดังนี้
1. ความมั่นคงและภาพพจน์ของบริษัทที่สูงระดับโลก
2. นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่มีจุดขาย ไร้คู่แข่ง คุณภาพสูง ได้ผลลัพธ์จริง
3. แผนจ่ายผลตอบแทน
สามารถเริ่มด้วยการทำ Part-time, คนไม่เก่งมากก็ทำได้, และขยายธุรกิจไปได้ทั่วโลก
4. อยู่ในแนวโน้มที่สุดยอดของโลก คือสุขภาพ
5. จังหวะเวลาเริ่มต้น เป็นผู้บุกเบิกกลุ่มแรกๆ ของไทยหรือเอเชีย
6. ทีมงานที่มีจริยธรรมและระบบ Support ที่ดี ทั้ง Online/Offline
7. การบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ โปร่งใสและทุ่มเท
ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหาโอกาส
รักการเรียนรู้ มีจริยธรรมและพร้อมทำงานหนัก
ใช่ครับทำงานหนักผมคงจะไม่บอกว่าทำอาเจลสมัครมาแล้วอยู่เฉยๆแล้วก็รวยเพราะผมคิดว่าใครก็ตามที่คิดแบบนั้น น่าจะโง่มากๆเพราะธุรกิจแบบนั้นมันไม่มีอยู่จริง เพียงแต่ว่าอาเจลเป็นธุรกิจที่เหนื่อยในการสร้างช่วงแรกแต่ผลระยะยาวนั้นคุ้มค่ามากๆ ผมเชื่อว่าท่านเองก็คงเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะเริ่มสร้างชีวิตของตัวท่านเอง
โทรมาคุยกันครับผมพร้อมจะเป็นที่ปรึกษาและนำคุณไปสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจนี้ให้กับคุณ
ผม อิทธิเชษฐ์ ชัยปกรณ์วงศ์ (เจย์) Tel. 085-569-5144

Comments are closed.